การเมืองไทยควรสนับสนุนให้คนที่ไม่มีประวัติทางการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่?
Pimchanokเรามารู้จักคำว่า "ประสบการณ์" อีกครั้งหนึ่งเถอะค่ะ บางครั้งประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนาน ในบริบทบางอย่างกลับกลายเป็นกำแพงสูงที่ทำให้เราขาดความยืดหยุ่นไปเสียอย่างนั้น
ลองจินตนาการดูนะคะว่า บ้านของเรามีปัญหาผนังร้าวมาหลายปี เราควรเรียกช่างที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านซึ่งทำตามคู่มือเป๊ะๆ หรือยอมให้คนที่อยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับบ้านหลังนั้นมาเสนอไอเดียใหม่บ้างดีคะ เพราะเขาเป็นคนที่รู้ลึกที่สุดว่าจุดไหนที่มันเจ็บปวดจริงๆ
การที่ไม่มีประวัติทางการเมือง ไม่ได้หมายความว่าไม่มีใครรู้เรื่องการบริหาร แต่หมายถึงเขาไม่ถูกผูกมัดด้วยเครือข่ายผลประโยชน์เดิมๆ เขาจึงมีอิสระที่จะตัดสินใจเพราะความรู้สึกรับผิดชอบโดยตรงต่อประชาชน มากกว่าการทำตามคำสั่งหรือเกมทางการเมืองที่เขาคุ้นชิน
พี่เชื่อมั่นว่าปัญญาของคนจำนวนมากที่ถูกปิดกั้นอยู่นอกสนามการเมือง นั้นมีค่ามหาศาลค่ะ แค่เราเปิดช่องทางให้เขาเข้ามาช่วยเสนอทางออกที่สร้างสรรค์ ผสมผสานความรู้สมัยใหม่กับพลังแห่งความจริงใจ ผลลัพธ์ที่ได้คงไม่ใช่แค่นโยบายบนกระดาษ แต่จะเป็นความสุขที่เป็นรูปธรรมในชีวิตของทุกคน
ดังนั้น การสนับสนุนคนรุ่นใหม่และคนนอกวงการ จึงไม่ใช่ความเสี่ยงที่ต้องหลีกเลี่ยง แต่เป็นการลงทุนเพื่อความเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นที่สุด เพื่อให้บ้านหลังใหญ่ของเรา กลับมามีชีวิตชีวาและเดินหน้าไปได้ไกลกว่าเดิมค่ะ
Vachirawitฟังตัวอย่างเรื่องบ้านร้าวของคุณพิมชนกแล้วเห็นภาพชัดเลยครับ แต่ผมขอชวนมองมุมกลับนิดนึงนะ จริงอยู่ที่คนในบ้านรู้ดีที่สุดว่ารอยร้าวอยู่ตรงไหน และรู้สึกหงุดหงิดกับมันมากที่สุด แต่เวลาจะลงมือซ่อมจริงๆ เรากล้าให้คนที่แค่ "รู้ว่าร้าว" แต่ "ไม่รู้เรื่องโครงสร้างวิศวกรรม" มาทุบกำแพงหรือรื้อเสาบ้านเราเหรอครับ?
ความหวังดีกับความสามารถในการแก้ปัญหา มันคนละเรื่องกันนะครับ
การบริหารประเทศสเกลมันใหญ่และซับซ้อนกว่าการซ่อมบ้านเยอะครับ มันมีทั้งเรื่องกฎหมายมหาชน การบริหารงบประมาณแผ่นดิน นโยบายระหว่างประเทศ ไปจนถึงโครงสร้างเศรษฐกิจระดับมหาภาค การที่ไม่มีประวัติทางการเมืองเลย แน่นอนครับว่ามันดูสดใหม่ ดูเป็นอิสระ แต่คำถามคือ เมื่อคุณก้าวเข้ามาอยู่ในระบบที่มันมีกลไกซับซ้อน คุณจะรู้ได้ยังไงว่าต้องดึงสลักตรงไหนประเทศถึงจะเดินหน้าไปได้?
ผมไม่ได้บอกว่าคนนอกวงการไม่เก่งนะครับ หลายคนประสบความสำเร็จมากในธุรกิจของตัวเอง แต่วงการการเมืองและงานภาครัฐไม่ใช่พื้นที่ให้ใครมาลองผิดลองถูกแบบสตาร์ทอัพครับ เพราะต้นทุนของการ "ลองผิด" ของนักการเมืองหน้าใหม่ คือชีวิต ปากท้อง และภาษีของประชาชนหลายสิบล้านคน
ไอเดียใหม่ๆ นอกกรอบเป็นสิ่งที่เราต้องการแน่นอนครับ แต่ไอเดียเหล่านั้นมันจะกลายเป็นแค่ "ความฝันบนกระดาษ" ทันที ถ้าคนที่เข้ามาบริหารไม่รู้วิธีแปลงมันเป็นนโยบายที่ทำได้จริงภายใต้กฎหมายและงบประมาณที่มีจำกัด
ถ้าอยากให้บ้านหลังนี้แข็งแรงและเดินหน้าไปได้ไกล เราต้องใช้คนที่มีทั้ง "วิสัยทัศน์" และ "ประสบการณ์" ที่รู้ว่าเสาเข็มของบ้านลึกแค่ไหนครับ ไม่ใช่แค่ใครก็ได้ที่เดินเข้ามาพร้อมแพสชัน แล้วบอกว่าขอรื้อระบบใหม่ โดยที่ไม่รู้เลยว่าซากปรักหักพังมันจะหล่นลงมาทับใครบ้าง
Pimchanokฟังพี่วชิรวิทย์พูดแล้วรู้สึกเลยว่า พี่เขาก็ห่วงใยในสวัสดิภาพของประชาชนเหมือนกันค่ะ เรื่องความเสี่ยงกับการบริหารประเทศเนี่ย ไม่มีใครอยากให้เป็นศูนย์หรอก แต่ถ้าเรากลัวจนไม่ยอมก้าวออกมาเลย แบบนั้นก็เหมือนกับการยืนอยู่หน้าบ้านที่รอยร้าวกว้างขึ้นทุกวัน แล้วบอกว่ายังไม่พร้อมจะซ่อมเพราะกลัวพื้นพัง
ประเด็นเรื่องวิศวกรรมหรือความรู้เทคนิคเนี่ย ต้องยอมรับว่าเป็นสิ่งสำคัญค่ะ แต่โลกยุคใหม่มันเปลี่ยนไปมาก ความรู้ทางการเมืองแบบเดิมๆ อาจจะไม่สามารถแก้ปัญหาใหม่ๆ อย่างเทคโนโลยีดิจิทัล หรือวิกฤตสิ่งแวดล้อมในยุคนี้ได้ทัน
คนนอกวงการเนี่ย ไม่ใช่ทุกคนที่มาแบบมือเปล่า หลายคนนำทักษะการบริหารสมัยใหม่ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านจากภาคเอกชน หรือแม้แต่กฎหมายระหว่างประเทศ เข้ามาผสมผสานกับระบบเดิม การมีเขามากุมบังเหียนไม่ได้หมายความว่าเขาจะตัดสินใจคนเดียวนะคะ ระบบรัฐสภา ระบบตรวจสอบ มีกลไกคอยช่วยคัดกรองไอเดียให้เป็นนโยบายที่ทำได้จริงอยู่แล้ว
ถ้าเราจำกัดวงแคบเฉพาะกลุ่มคนที่มีเส้นสาย หรือผ่านสนามการเมืองมาเนี่ย เราอาจจะกำลังบอกโดยไม่รู้ตัวว่า "ความรู้ภายนอกไม่มีค่าพอ" ทั้งที่ความเป็นจริง คนเหล่านี้มักมีความคล่องตัวในการทำงานมากกว่า และไม่ติดกับดักความคิดแบบเก่าๆ
ที่สำคัญที่สุดนะคะ คือเจ้าของบ้านอย่างพวกเราเองต่างหาก ที่มีสิทธิ์เลือกช่างซ่อม ไม่ว่าช่างคนนั้นจะมีใบประกอบวิชาชีพมาแล้วสิบปี หรือเพิ่งจบมาด้วยความมุ่งมั่นและไอเดียใหม่ๆ สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงว่าคนนั้นรู้จักโครงสร้างบ้านแค่ไหน แต่สำคัญกว่าว่า เขามีความจริงใจและพร้อมจะรับผิดชอบกับรอยร้าวตรงหน้าหรือไม่
อย่าให้ความกลัวในความไม่แน่นอน มาฉุดรั้งเราไม่ให้เห็นทางเลือกที่อาจพาบ้านของเราไปสู่อนาคตที่มั่นคงกว่าได้เลยค่ะ
Vachirawitที่คุณพิมชนกบอกว่าคนนอกวงการมีทักษะการบริหารสมัยใหม่จากภาคเอกชน อันนี้ผมเห็นด้วยครึ่งเดียวนะครับ เพราะเราต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งก่อนว่า "การบริหารบริษัท" กับ "การบริหารประเทศ" มันใช้ตรรกะคนละชุดกันเลย
ในโลกธุรกิจ ถ้าแผนกไหนขาดทุน คุณยุบดิ่งได้เลย พนักงานคนไหนทำงานไม่เข้าเป้า คุณเลิกจ้างได้เพื่อรักษาผลกำไร แต่ในการบริหารประเทศ คุณ "ไล่ออก" ประชาชนที่ยากจนไม่ได้ คุณตัดงบดูแลกลุ่มเปราะบางทิ้งเพียงเพราะมันไม่สร้างผลกำไรไม่ได้ นี่คือความซับซ้อนของนโยบายสาธารณะที่คนไม่มีประสบการณ์ทางการเมืองมักจะตกม้าตาย เพราะชินกับการสั่งซ้ายหันขวาหันแบบซีอีโอ
แล้วจุดที่คุณพิมชนกบอกว่าไม่ต้องห่วงหรอก เพราะเรามีระบบรัฐสภา มีกลไกตรวจสอบคอยช่วยคัดกรองไอเดีย... ตรงนี้แหละครับที่น่ากลัวที่สุด ลองคิดดูนะครับ ถ้าคนที่เข้ามาไม่มีความรู้เรื่องระเบียบราชการ ไม่เข้าใจกลไกงบประมาณแผ่นดิน หรืออ่านเกมในสภาไม่ออก เขาจะไม่ได้เข้ามาเพื่อเปลี่ยนระบบหรอกครับ แต่เขาจะถูกระบบเก่า ข้าราชการประจำ หรือเครือข่ายอำนาจเดิม "จูงจมูก" และใช้ความหน้าใหม่ของเขานั่นแหละ เป็นตรายางประทับความชอบธรรมให้สิ่งเดิมๆ กว่าเขาจะรู้ตัวว่าสลักอยู่ตรงไหน ก็ถูกกลืนกินไปหมดแล้ว
ส่วนเรื่องความจริงใจ ผมไม่เถียงเลยครับว่ามันสำคัญ แต่มันคือ "คุณสมบัติพื้นฐาน" ไม่ใช่ "ความสามารถ"
เปรียบง่ายๆ ถ้าผมต้องผ่าตัดหัวใจ ผมขอเลือกศัลยแพทย์ที่มีชั่วโมงบินสูง รู้วิธีรับมือถ้าระหว่างผ่าตัดเกิดภาวะแทรกซ้อน แม้เขาอาจจะไม่ได้พูดจาหวานหูที่สุด ผมก็เลือกเขาครับ ผมคงไม่กล้าฝากชีวิตไว้กับบัณฑิตจบใหม่ที่มีแพสชันเต็มเปี่ยม จริงใจร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ไม่เคยจับมีดหมอลงดาบจริงเลย
เราไม่ได้กลัวความไม่แน่นอนจนไม่กล้าเดินไปข้างหน้าครับ แต่ประเทศไม่ใช่พื้นที่ฝึกงานของใคร การสนับสนุนให้คนที่ "ไม่รู้ทิศทางลม" มาเป็นกัปตันคุมเรือลำใหญ่ที่ชื่อว่าประเทศไทย ต้นทุนของการเรียนรู้งานมันแพงเกินไป เพราะมันจ่ายด้วยอนาคตและปากท้องของประชาชนทุกคนครับ
Pimchanokฟังพี่วชิรวิทย์ยกตัวอย่างเรื่องผ่าตัดหัวใจแล้ว รู้สึกเลยว่าความรับผิดชอบมันหนักอึ้งมากค่ะ เพราะมันเป็นเรื่องของชีวิตคนจริงๆ ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนตึกบริษัท แต่อย่าลืมว่า กัปตันเรือไม่ใช่คนที่ต้องลงมือซ่อมเครื่องจักรทุกชิ้น หรือกะลาสีเรือทุกคนก็ต้องเป็นแพทย์ได้ใช่ไหมคะ
การเมืองในยุคนี้ซับซ้อนกว่าการบริหารคนคนเดียวแน่นอน แต่โจทย์ของเราไม่ใช่แค่หาคนที่มีใบประกาศฯ มาคุมระบบเท่านั้น หากแต่ต้องหาคนที่มีวิสัยทัศน์พอจะรู้ว่า เรือลำใหญ่ที่กำลังแล่นคว่ำ ควรหันหัวไปทางไหนเพื่อเลี่ยงพายุมากกว่าครับ คนในวงการเดิมๆ อาจรู้วิธีเดินเรือเก่าๆ ได้ดี แต่อาจจะไม่รู้จักเครื่องมือนำทางใหม่ๆ เลยก็ได้
ส่วนประเด็นที่กลัวจะถูกจูงจมูกหรือติดกับดักระบบเนี่ย... มันคือคำถามที่เราควรตั้งไว้กับทุกคน ไม่ว่าเขาจะมีประสบการณ์มาแล้วกี่สิบปีหรือไม่ ประวัติการเมืองไม่ได้การันตีว่าคนนั้นจะไม่ถูกกลืนกินด้วยผลประโยชน์ บางครั้งเส้นสายที่แน่นหนาเกินไป กลับทำให้มองเห็นปัญหาจริงไม่ได้ชัดเจนเท่าคนภายนอกที่ยังไม่เคยตกอยู่ในวงจรนั้น
ถ้าเราบอกว่าต้นทุนของการเรียนรู้แพงจนไม่ให้ใครใหม่ลองเข้ามา แล้วจะให้ประเทศหมุนเวียนด้วยความล้าช้าต่อไปอีกนานแค่ไหนดีคะ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากนโยบายเดิมๆ ที่ซ้ำรอยเดิมตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา มันไม่ใช่ความเสี่ยงหรอกนะคะ แต่มันคือการสูญเสียโอกาสที่จะเติบโตต่างหาก
เราไม่จำเป็นต้องทิ้งความรู้เก่าทิ้งไปทั้งหมด แต่ควรเปิดพื้นที่ให้เลือดใหม่เข้ามาเติมเต็มช่องว่างที่ระบบเก่าทำไม่ได้ ลองเปลี่ยนความคิดดูไหมคะว่า อย่ามองว่าการไม่มีประสบการณ์คือจุดอ่อน แต่มองว่าเป็น 'โอกาส' ที่จะทลายกำแพงความเคยชินที่ทำให้เราก้าวไม่ออกจากเดิมมานานเกินไปแล้วค่ะ
Vachirawitที่คุณพิมชนกบอกว่ากัปตันไม่ต้องซ่อมเครื่องยนต์เอง อันนี้ผมเห็นด้วยครับ แต่กัปตัน "ต้องรู้" นะครับว่าเครื่องยนต์ของเรือตัวเองรับแรงกระแทกได้แค่ไหน กัปตันต้องอ่านทิศทางลมเป็นและเข้าใจกระแสน้ำ ไม่ใช่มีแค่วิสัยทัศน์ว่าอยากพาเรือไปเกาะสวรรค์ แล้วสั่งเร่งเครื่องเต็มสูบโดยไม่รู้เลยว่าข้างหน้ามีโขดหินซ่อนอยู่
วิสัยทัศน์ที่ปราศจากความเข้าใจในข้อจำกัดของหน้างานจริง มันไม่ใช่วิสัยทัศน์ครับ แต่มันคือ "ความเพ้อฝันที่อันตราย"
ส่วนเรื่องที่เราช้ำกับปัญหาเดิมๆ มา 20 ปี ผมเข้าใจความอึดอัดนี้ดีครับ และผมไม่ได้ออกมาปกป้องนักการเมืองหน้าเก่าที่ทุจริตหรือล้าหลังเลย เราต้องการเลือดใหม่เข้ามาแก้ปัญหาแน่นอนครับ แต่คำว่า "คนหน้าใหม่" ไม่ได้จำเป็นต้องหมายถึง "คนที่ไม่มีประสบการณ์ทางการเมืองเลย" นี่ครับ
ถ้าคุณมีไฟ มีความรู้จากภาคเอกชน อยากเข้ามาเปลี่ยนประเทศ คุณเริ่มจากการทำงานการเมืองท้องถิ่นก่อนได้ไหม? ไปเป็นทีมงานขับเคลื่อนนโยบาย ไปเรียนรู้กลไกราชการให้เข้าใจโครงสร้างจริงๆ ก่อน แล้วค่อยขยับมาลงสมัครในระดับที่ต้องตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ แบบนี้สิครับถึงจะเรียกว่าหน้าใหม่ที่ "ทำการบ้านมาดี" ไม่ใช่หน้าใหม่ที่กระโดดลงสนามระดับชาติแบบมือเปล่า แล้วหวังจะใช้ประเทศเป็นห้องทดลองโปรเจกต์
การบอกว่า "มองการไม่มีประสบการณ์ให้เป็นโอกาส" มันเป็นวาทกรรมที่ฟังดูดีเวลาหาเสียงครับ แต่ในความเป็นจริงของการบริหารรัฐ "ความไม่รู้คือช่องโหว่" ครับ เป็นช่องโหว่ที่จะทำให้คุณโดนข้าราชการประจำหลอก เป็นช่องโหว่ที่จะทำให้กฎหมายดีๆ ของคุณตกม้าตายในสภาเพราะคุณเดินเกมไม่เป็น
เราทุกคนอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงครับ แต่ไฟของคนรุ่นใหม่หรือคนนอกวงการ ถ้าไม่มีความรู้และประสบการณ์เป็นเตาผิงคอยควบคุม ไฟนั้นมันก็พร้อมจะลามไปเผาบ้านได้เหมือนกัน การสนับสนุนคนลงสมัครรับเลือกตั้ง เราควรเชียร์คนที่พร้อมจะทำงานได้จริงตั้งแต่วันแรก ไม่ใช่คนที่ต้องมานั่งเรียนรู้งานในวันที่ประเทศกำลังวิกฤตครับ