การเดินทางด้วยเครื่องบินควรถูกเก็บภาษีคาร์บอนเพิ่มเติมหรือไม่?
Vachirawit
Pimchanokจริง ๆ แล้ว เวลาเราคุยกันเรื่องเก็บภาษีคาร์บอนบนเครื่องบิน สิ่งที่เรามักจะมองข้ามไปก็คือ เบื้องหลังของตั๋วแต่ละใบ ไม่ใช่แค่การเดินทางของคนใดคนหนึ่ง แต่คือความตั้งใจดีของคนทั้งครอบครัวค่ะ
ถ้าเราเพิ่มภาษี ใครจะรู้สึกเจ็บปวดที่สุด? มันไม่ใช่ผู้บริหารที่มีบริษัทจองบัตรไว้ให้ หรือพวกนักลงทุนที่บินไปประชุมบ่อย ๆ นะคะ แต่มันคือคุณพ่อคุณแม่ที่ประหยัดตังค์ไว้ทั้งปี อยากพาครอบครัวไปเที่ยวสักครั้ง หรือเด็กจบใหม่ที่ต้องบินไปทำงานต่างเมือง เพราะอยากเริ่มต้นชีวิตใหม่ การเพิ่มค่าใช้จ่ายตรงนี้ มันเหมือนเป็นการผลักภาระลงมาอยู่ที่คนที่กำลังลำบากอยู่แล้วโดยตรงค่ะ
อย่าลืมว่าการท่องเที่ยวก็เป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทยเหมือนกัน พอตั๋วเครื่องบินแพงขึ้น นักท่องเที่ยวก็ลดลง รายได้ที่ไหลเข้าสู่ร้านค้า ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อใกล้สนามบิน ก็หายไปด้วย แล้วพอเงินภาษีที่เราเก็บมาได้ มาชดเชยความสูญเสียในส่วนนี้ได้แค่ไหนล่ะคะ?
แนวทางที่ถูกต้องน่าจะอยู่ตรงกลางระหว่างการรักษาสิ่งแวดล้อมกับการช่วยเหลือประชาชน มากกว่าจะเลือกเก็บภาษีอย่างเดียว ทำไมเราไม่ลองเอางบประมาณส่วนนี้ ไปลงทุนกับเทคโนโลยีเชื้อเพลิงสะอาด หรือสนับสนุนสายการบินให้ปรับปรุงเครื่องบินให้เป็นมิตรกับธรรมชาติมากขึ้นแทนล่ะคะ?
เพราะสุดท้ายแล้ว การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ควรทำด้วยความทุกข์ของคนธรรมดา แต่ควรทำด้วยความร่วมมือและการพัฒนาที่ช่วยให้ทุกคนเข้าถึงได้ค่ะ การเก็บภาษีเพิ่ม อาจจะดูเป็นทางลัดที่ง่าย แต่ในระยะยาว มันอาจจะยิ่งทำให้ช่องว่างระหว่างคนรวยคนจนห่างเหินออกไปอีกมากกว่าค่ะ
Vachirawitฟังดูน่าเห็นใจนะครับที่คุณพิมพ์ชนกยกตัวอย่างครอบครัวธรรมดาที่เก็บเงินทั้งปีเพื่อไปเที่ยว หรือเด็กจบใหม่ที่ต้องบินไปทำงาน ผมเข้าใจและเห็นด้วยเลยว่าเราไม่ควรไปเพิ่มภาระให้พวกเขา แต่ถ้าเราถอยออกมามองภาพกว้าง เราจะเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ครับว่า ใครกันแน่ที่บินบ่อยที่สุด?
สถิติระดับโลกบอกชัดเจนเลยครับว่า ประชากรแค่ 1% ของโลก เป็นต้นเหตุของการปล่อยคาร์บอนจากการบินถึง 50% คนที่บินบ่อยจนสร้างมลพิษมหาศาลคือนักธุรกิจ ผู้บริหาร หรือคนที่บินระดับเฟิร์สคลาสครับ ไม่ใช่ครอบครัวที่บินปีละครั้ง ดังนั้น ถ้าเราออกแบบภาษีคาร์บอนให้ฉลาดและเป็นธรรม เช่น เก็บเพิ่มตามความถี่ในการบิน หรือเก็บภาษีที่นั่งชั้นธุรกิจให้หนักขึ้น ภาระนี้ก็จะไม่ตกไปอยู่กับคนธรรมดาอย่างที่คุณกังวลเลยครับ
ส่วนประเด็นเรื่องการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจที่บอกว่าร้านค้าจะแย่ลง ผมอยากให้ลองนึกภาพตามนะครับ ถ้าเราปล่อยเบลอไม่เก็บภาษีคาร์บอนวันนี้ ภาวะโลกร้อนจะทำลายแหล่งท่องเที่ยวของเราจนพังพินาศ ดูอย่างปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่เชียงใหม่ หรือปะการังฟอกขาวที่ทะเลใต้สิครับ ถ้าธรรมชาติเราพัง ต่อให้ตั๋วเครื่องบินถูกแจกฟรี ก็ไม่มีนักท่องเที่ยวคนไหนอยากบินมาหรอกครับ แบบนั้นต่างหากที่ทุบหม้อข้าวเศรษฐกิจไทยของจริง
แล้วที่คุณบอกว่า ทำไมไม่เอางบไปลงทุนกับเทคโนโลยีเชื้อเพลิงสะอาดแทน? คำตอบมันง่ายมากครับ... แล้วเราจะเอาเงินทุนมหาศาลจากไหนไปสนับสนุนตรงนั้น ถ้าไม่ใช่จากภาษีคาร์บอน? ภาษีตรงนี้แหละครับคือเครื่องมือที่จะไปบีบให้สายการบินเลิกใช้ข้ออ้างเรื่องต้นทุน แล้วหันมาลงทุนในพลังงานสะอาดอย่างจริงจัง
การปล่อยให้สายการบินและกลุ่มคนที่บินบ่อยๆ สร้างมลพิษโดยไม่ต้องรับผิดชอบ แล้วเอาคำว่า "เดี๋ยวคนจนเดือดร้อน" มาเป็นโล่กำบัง มันไม่แฟร์กับโลกใบนี้เลยครับ เราเก็บภาษีคาร์บอนเพื่อเอาเงินมาซ่อมแซมสิ่งแวดล้อม ให้ครอบครัวธรรมดาและเด็กจบใหม่ที่คุณพูดถึง ยังมีอากาศบริสุทธิ์และโลกที่น่าอยู่ต่อไป... นี่ต่างหากครับคือความรับผิดชอบที่แท้จริง
Pimchanokเข้าใจเลยนะคะว่าพี่วชิรวิชญ์มองภาพระยะยาวและอยากแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แต่ลองนึกถึงความเป็นจริงของการบังคับใช้นะคะ ถ้าเราจะเก็บภาษีตามความถี่หรือชั้นการบิน ข้อมูลพวกนี้มันเชื่อมโยงกันทั้งประเทศไหมคะ? ผู้โดยสารที่ใช้หลายสายการบิน จะถูกคำนวณยังไง? ความซับซ้อนนี้ทำให้งบประมาณส่วนบริหารอาจสูงจนไม่คุ้ม แล้วเงินที่เหลือมาดูแลสิ่งแวดล้อมจริงๆ หรือเปล่า?
อีกอย่าง ถ้าเราผลักภาระไปที่ชั้นธุรกิจ สิ่งที่มักเกิดขึ้นคือพวกเขาจะหันไปใช้บริการส่วนตัวหรือเช่าเหมาลำแทน ซึ่งควบคุมมลพิษได้ยากกว่ามาก แถมยังลดรายได้ของสนามบินที่เป็นฐานภาษีปกติไปอีก
พี่เห็นด้วยค่ะว่าเงินต้องเอามาทำพลังงานสะอาด แต่ถามเถอะว่า ทำไมต้องเก็บจากกระเป๋าของคนโดยสารก่อน? ลองคิดในมุมกลับดูสิคะ ถ้ารัฐบาลอัดงบโดยตรงให้ผู้ผลิตเครื่องบินพัฒนาเชื้อเพลิงยั่งยืน โดยไม่ต้องเบียดเบียนค่าตั๋วของคนที่ต้องบินทำงานหรือรักษาพยาบาล การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างแบบนี้มันคงทนกว่ามาก
เพราะท้ายที่สุดแล้ว การแก้ปัญหาไม่ควรทำด้วยการจำกัดสิทธิ์ในการเดินทางของคนส่วนใหญ่ แต่ควรทำด้วยการยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมการบินเองต่างหากค่ะ ไม่ใช่เปลี่ยนต้นทุนความเสี่ยงให้ตกอยู่ที่ผู้โดยสารค่ะ
Vachirawitผมชอบที่คุณพิมพ์ชนกเป็นห่วงเรื่องความยุ่งยากในการจัดการนะครับ แต่เราต้องไม่ลืมว่าตอนนี้เราอยู่ในยุค AI และ Big Data แล้ว สายการบินทั่วโลกเชื่อมโยงข้อมูลกันหมดผ่านพาสปอร์ตและระบบสะสมไมล์ ถ้าพวกเขาสามารถรู้ได้ว่าเราชอบนั่งริมหน้าต่างหรือกินอาหารวีแกน การคำนวณว่าใครบินบ่อยแค่ไหนเพื่อเก็บภาษี มันไม่ใช่เรื่องเหนือบ่ากว่าแรงเลยครับ หรือถ้าจะเอาให้ง่ายกว่านั้น การบวกภาษีคาร์บอนเข้าไปในราคาตั๋วตามระยะทางและคลาสที่นั่งเลย ก็ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องสร้างระบบใหม่ให้เปลืองงบด้วยซ้ำ
ส่วนเรื่องที่คุณบอกว่า ถ้าเก็บภาษีแพง คนรวยจะหนีไปนั่งเครื่องบินส่วนตัว... ถูกต้องเลยครับ! แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่เราควรจะ "ปล่อยเบลอไม่เก็บภาษี" นะครับ ในทางกลับกัน มันคือเหตุผลที่เราต้อง "เก็บภาษีเครื่องบินส่วนตัวให้หนักกว่าเดิมเป็นสิบเท่า" ต่างหากครับ! เราไม่สามารถยกเว้นกฎหมายให้คนทำผิด เพียงเพราะกลัวว่าเขาจะไปหาวิธีทำผิดที่ร้ายแรงกว่าได้หรอกครับ ใครปล่อยมลพิษมาก ก็ต้องจ่ายมาก นี่คือตรรกะพื้นฐานที่แฟร์ที่สุด
ทีนี้มาถึงจุดที่สำคัญที่สุด ที่คุณบอกว่าให้รัฐบาลเอางบไปอุดหนุนการพัฒนาเชื้อเพลิงสะอาดเอง โดยไม่ต้องเบียดเบียนผู้โดยสาร... ผมอยากชวนตั้งคำถามกลับนิดนึงครับว่า "เงินงบประมาณของรัฐ" มาจากไหน? คำตอบคือมาจากภาษีของประชาชนทุกคนไงครับ
ถ้าเราทำตามวิธีของคุณ มันหมายความว่า คุณยายที่อยู่ต่างจังหวัด ตลอดชีวิตไม่เคยขึ้นเครื่องบินเลย ต้องเอาเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่แกจ่ายตอนซื้อข้าวสาร ไปอุดหนุนค่าเชื้อเพลิงสะอาดให้นักธุรกิจที่บินไปกลับกรุงเทพ-ลอนดอนทุกเดือน... คุณพิมพ์ชนกคิดว่าแบบนี้มันยุติธรรมจริงๆ หรือครับ?
หลักการของการเก็บภาษีคาร์บอนคือ "Polluter Pays" หรือ "ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้รับผิดชอบ" ครับ การเดินทางด้วยเครื่องบินไม่ควรผลักภาระต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมไปให้คนทั้งประเทศแบกรับ ตั๋วเครื่องบินในปัจจุบันมัน "ถูกเกินจริง" เพราะมันยังไม่ได้รวมค่าความเสียหายที่เราทำกับโลกเข้าไป การเก็บภาษีคาร์บอนไม่ใช่การจำกัดสิทธิ์ในการเดินทางครับ แต่เป็นการทำให้เราทุกคนรับผิดชอบต่อ "ราคาที่แท้จริง" ของการเดินทางต่างหากครับ
Pimchanokฟังพี่วชิรวิชญ์อธิบายเรื่องความเป็นธรรมในการจ่ายเงินภาษีแล้ว รู้สึกเลยว่าพี่ให้ความสำคัญกับหลักการเรื่องความรับผิดชอบของสังคมมากๆ ค่ะ แต่ลองมองอีกด้านหนึ่งนิดนึงนะ ว่าหลักการ Polluter Pays นี่มันทำงานได้ในทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติ คนที่ถือตั๋วเครื่องบิน ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นผู้ก่อมลพิษแบบจงใจเสมอไปค่ะ
อย่างที่คุณยายที่พี่พูดถึง ไม่เคยบินเลย ก็จ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งถูกนำไปอุดหนุนทุกอย่างอยู่แล้ว ใช่ค่ะ แต่ถามว่า ทำไมเราจะไม่สามารถหาทางออกอื่นได้นะคะ เช่น จัดเก็บภาษีจากกำไรของสายการบินโดยตรง หรือหักภาษีจากบริษัทที่ส่งพนักงานไปประชุมบ่อยๆ แทน ที่จะมาบวกเพิ่มในค่าตั๋วของผู้โดยสารรายย่อยแบบนี้
เพราะถ้าเราไปเก็บจากตั๋ว สิ่งที่มักจะเกิดขึ้น คือราคาค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูงขึ้นจนคนทั่วไปเข้าถึงได้ยากลง พอคนทั่วไปเข้าถึงยาก นักท่องเที่ยวก็ลดลง เศรษฐกิจในพื้นที่ปลายทางก็ซบเซา แล้วสุดท้ายเงินที่ได้มาจากการเก็บภาษีคาร์บอน จะเพียงพอไหมกับการซ่อมแซมสิ่งแวดล้อม หรือจะไปจมอยู่กับค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการระบบเก็บภาษีที่ซับซ้อนอย่างที่พี่กล่าวถึง
เรื่องเครื่องบินส่วนตัวนี่ค่ะ เป็นข้อกังวลใหญ่ที่พี่พูดถูกบางส่วน แต่ความเสี่ยงมันคือ ถ้าเราทำสายการบินพาณิชย์แพงเกินไป คนรวยจริงๆ ก็ยังมีวิธีเลี่ยงได้อยู่ดี พวกเขาจะเปลี่ยนไปใช้บริการเช่าเหมาลำที่กำกับดูแลยากกว่ามาก ซึ่งนั่นยิ่งทำให้เป้าหมายเรื่องการลดคาร์บอนหลุดลอยออกไปอีก
สิ่งที่เราควรทำจริงๆ คือการเร่งสนับสนุนนวัตกรรมจากฝั่งผู้ผลิตและผู้ให้บริการ อย่ามาเก็บภาษีปลายทางที่ทำให้คนเดือดร้อนค่ะ รัฐบาลสามารถใช้งบประมาณในส่วนของการส่งเสริมเทคโนโลยีสะอาดได้อย่างตรงจุดกว่า โดยไม่ต้องให้ประชาชนทั่วไปต้องแบกรับต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นทุกวันค่ะ
สรุปแล้วค่ะ การเดินทางคือสิทธิ์พื้นฐานในการเข้าถึงโอกาสและการรักษาพยาบาล การเพิ่มภาษีอาจดูเหมือนเป็นทางออกที่ชัดเจนสำหรับตัวเลขคาร์บอน แต่ในระยะยาว มันกลับสร้างกำแพงระหว่างคนรวยคนจนที่สูงขึ้นไปอีกโดยไม่จำเป็นค่ะ